กลับไปหน้าบทความ
อ่านประมาณ 13 นาทีบทความภาษาไทย

สามทุ่มแล้ว หัวหน้าทักมา…เราจำเป็นต้องตอบไหม? เมื่อเรื่องเล็ก ๆ ในแชต อาจสะท้อนระบบการทำงานทั้งองค์กร

สามทุ่มแล้ว หัวหน้าทักมา…เราจำเป็นต้องตอบไหม? เมื่อเรื่องเล็ก ๆ ในแชต อาจสะท้อนระบบการทำงานทั้งองค์กร

สามทุ่มหรือสี่ทุ่มน่าจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนคิดว่าวันทำงานจบไปแล้ว บางคนกำลังกินข้าวกับครอบครัว บางคนกำลังดูซีรีส์ บางคนเตรียมเข้านอน แต่แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมชื่อหัวหน้าและข้อความสั้น ๆ ว่า “ขอข้อมูลตัวนี้หน่อยครับ” “พรุ่งนี้เช้ามีประชุม ช่วยแก้สไลด์ให้อีกนิดนะ” หรือบางครั้งสั้นกว่านั้นว่า “เห็นแล้วตอบด้วย” มองเผิน ๆ เรื่องนี้อาจดูเล็กมาก เพราะการพิมพ์คำว่า “รับทราบครับ” ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกเหนื่อยไม่ได้อยู่ที่เวลาหนึ่งนาทีนั้นเสมอไป มันอยู่ที่ความรู้สึกว่า แม้ร่างกายจะกลับบ้านแล้ว แต่สมองยังไม่ได้ออกจากที่ทำงานจริง ๆ ข้อความเพียงข้อความเดียวสามารถดึงคนที่กำลังพักให้กลับไปคิดเรื่องงานต่อได้ทันที และถ้าเรื่องแบบนี้เกิดเป็นครั้งคราว เราอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเกิดทุกวัน มันจะค่อย ๆ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวหายไปอย่างเงียบ ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเพียงว่า “หัวหน้ามีมารยาทหรือไม่มีมารยาท” เพราะเมื่อมองลึกลงไป มันเกี่ยวข้องทั้งกับวิธีบริหารงาน ภาวะผู้นำ วัฒนธรรมองค์กร ภาระงาน และในบางกรณีก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานด้วย

หัวหน้าส่งข้อความ ไม่ได้แปลว่าพนักงานต้องลุกขึ้นมาทำงานทันทีเสมอไป

สิ่งแรกที่ควรแยกให้ออกคือ “การส่งข้อความ” กับ “ความคาดหวังให้ทำงาน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป หัวหน้าบางคนเป็นคนทำงานดึก นึกอะไรขึ้นมาได้ก็ส่งไว้ก่อน เพราะกลัวว่าถ้ารอถึงเช้าจะลืม ในใจอาจไม่ได้คาดหวังด้วยซ้ำว่าลูกน้องจะต้องตอบในคืนนั้น แต่ปัญหาคือคนรับไม่สามารถอ่านเจตนาของคนส่งได้จาก Notification สั้น ๆ ได้ทั้งหมด สิ่งที่พนักงานเห็นคือชื่อหัวหน้า เวลา และข้อความเกี่ยวกับงาน แล้วคำถามก็เกิดขึ้นเองทันทีว่า ต้องตอบคืนนี้ไหม ถ้าพรุ่งนี้เช้าค่อยตอบจะถูกมองว่าไม่รับผิดชอบหรือเปล่า หรือถ้าคนอื่นในทีมตอบกันหมดแล้วเราไม่ตอบคนเดียวจะดูไม่ดีหรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Implicit Expectation หรือความคาดหวังที่ไม่ได้ถูกประกาศตรง ๆ องค์กรอาจไม่เคยมีข้อบังคับว่าพนักงานต้อง Standby หลังเลิกงาน แต่พฤติกรรมของหัวหน้าและคนในทีมสามารถค่อย ๆ สร้างกฎที่ไม่มีใครเขียนขึ้นมาได้เอง ถ้าคนที่ตอบงานเร็วตอนกลางคืนได้รับคำชมว่า “คนนี้ทุ่มเทดี ติดต่อเมื่อไรก็ได้” ขณะที่คนที่ทำงานดีมากในเวลางานแต่ไม่ตอบหลังสี่ทุ่มถูกมองว่าไม่ค่อย Active คนในทีมก็จะเรียนรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่า การพร้อมตอบงานนอกเวลาเป็นสัญญาณของ Commitment จากนั้นไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าบังคับ ทุกคนก็จะเริ่มพกงานกลับบ้านเอง วัฒนธรรมองค์กรจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นแบบนี้ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขียนใน Employee Handbook แต่เกิดจากสิ่งที่องค์กรให้คุณค่าจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน

แล้วในทางกฎหมาย พนักงานมีสิทธิ “ไม่ตอบ” หรือไม่?

เรื่องนี้ต้องอธิบายให้รอบคอบ เพราะไม่ควรพูดง่าย ๆ ว่า หลังเลิกงานแล้วพนักงานทุกคนมีสิทธิไม่ตอบหัวหน้าได้ทันทีทุกกรณี พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ได้เพิ่มมาตรา 23/1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงให้ทำงานจากบ้าน ที่พัก หรือผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติหรือสิ้นสุดงานที่ได้รับมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อจากนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาได้ เว้นแต่มีการให้ความยินยอมเป็นหนังสือล่วงหน้า ทั้งนี้ ขอบเขตของสิทธิดังกล่าวต้องพิจารณาตามลักษณะการทำงานและข้อตกลงจริง ไม่ควรตีความว่าใช้กับลูกจ้างทุกคนทุกสถานการณ์โดยอัตโนมัติ และเรื่องการทำงานล่วงเวลาหรือเหตุฉุกเฉินก็ยังมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก ดังนั้นคำถามว่า “หัวหน้าทักตอนสี่ทุ่ม ผมไม่ตอบได้ไหม?” จึงไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร ต้องดูว่าตำแหน่งนั้นมี On-call หรือไม่ เวลาทำงานตกลงกันอย่างไร ลักษณะงานเป็นแบบไหน เรื่องนั้นเป็นเหตุฉุกเฉินจริงหรือไม่ และมีข้อกำหนดภายในบริษัทอย่างไร แต่ผมกลับคิดว่ามีคำถามที่สำคัญกว่าการหาข้อกฎหมายมาเถียงกันทุกคืน คือ ถ้าหัวหน้ากับพนักงานต้องคอยตีความทุกครั้งว่าข้อความไหนจำเป็นต้องตอบ แสดงว่าองค์กรอาจยังออกแบบความคาดหวังเรื่องเวลาทำงานและการสื่อสารได้ไม่ชัดเจนพอ

“ด่วนของหัวหน้า” ไม่ได้แปลว่า “ด่วนของธุรกิจ” เสมอไป

คำว่า “ด่วน” เป็นอีกคำหนึ่งที่ผมคิดว่าถูกใช้จนเริ่มเสียความหมายในบางองค์กร ลองเปรียบเทียบสองสถานการณ์ สถานการณ์แรก ระบบหลักของบริษัทล่ม ลูกค้าจำนวนมากใช้งานไม่ได้ และถ้าไม่แก้ตอนนี้จะเกิดความเสียหายทันที อีกสถานการณ์คือพรุ่งนี้สิบโมงมีประชุม แต่ตอนสี่ทุ่มหัวหน้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอยากได้กราฟเพิ่มอีกหนึ่งหน้าใน Presentation ทั้งสองเรื่องอาจถูกส่งมาด้วยข้อความเดียวกันว่า “ขอด่วนครับ” แต่ในทางบริหาร สองเรื่องนี้ไม่ควรถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกัน เรื่องแรกคือ Business Emergency ส่วนเรื่องหลังอาจเป็น Planning Problem หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ควรถูกแยกออกจากเหตุฉุกเฉินจริง หากทุกอย่างในองค์กรถูกเรียกว่า “ด่วน” สุดท้ายพนักงานจะไม่รู้แล้วว่าอะไรด่วนจริง และองค์กรเองก็จะสูญเสียความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ ผมคิดว่าหัวหน้าควรถามตัวเองให้บ่อยขึ้นว่า เรื่องที่กำลังจะส่งตอนกลางคืนจำเป็นต้องเกิดคืนนี้เพราะธุรกิจจริง ๆ หรือเพราะเราเพิ่งนึกได้ตอนนี้ คำถามนี้ดูง่าย แต่สะท้อนคุณภาพของ Management Practice ได้มาก

“แค่ตอบหนึ่งนาทีเอง” อาจไม่ได้เสียแค่หนึ่งนาที

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ผลกระทบไม่ได้อยู่ที่เวลาที่ใช้พิมพ์ตอบอย่างเดียว สมมติพนักงานเลิกงานหกโมง สองทุ่มมีข้อความเข้ามาหนึ่งครั้ง สามทุ่มมี Email อีกฉบับ และก่อนนอนหัวหน้าถามเพิ่มอีกเรื่อง แต่ละครั้งอาจใช้เวลาตอบเพียงสองนาที รวมแล้วไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่สมองไม่ได้คิดเป็นหน่วยนาทีแบบนั้น เมื่อข้อความเรื่องงานเข้ามา คนอาจตอบเสร็จแล้ว แต่ความคิดยังวิ่งต่อว่า พรุ่งนี้ต้องแก้อะไร ต้องเตรียมอะไร หัวหน้าจะถามอะไรเพิ่ม งานนั้นจะทันไหม สิ่งที่ถูกรบกวนจึงเป็นความสามารถในการ “ออกจากงาน” หรือ Psychological Detachment ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพักฟื้นจากการทำงาน นี่คือเหตุผลที่ประโยคว่า “ตอบนิดเดียวเอง” อาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงของการรบกวน คนไม่ได้เหนื่อยเพราะใช้นิ้วพิมพ์ข้อความ แต่เหนื่อยเพราะสมองถูกเรียกกลับเข้ามาอยู่ใน Work Mode ซ้ำ ๆ จนไม่เคยได้พักจริง

เมื่อการตอบไวหลังเลิกงานกลายเป็นเครื่องวัด Commitment แบบไม่เป็นทางการ

จุดที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วงกว่าการถูกทัก คือเวลาที่องค์กรเริ่มนำความพร้อมนอกเวลามาใช้ตัดสินคนโดยไม่รู้ตัว สมมติพนักงานคนหนึ่งตอบงานตอน 23.30 น. ทุกครั้ง ส่วนอีกคนปิด Notification หลังเลิกงาน แต่เช้าวันต่อมามาทำงานตรงเวลาและจัดการงานได้ครบ ถ้าหัวหน้าค่อย ๆ ชื่นชมคนแรกว่าเป็นคน “ทุ่มเท” มากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือองค์กรได้สร้าง Incentive ใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นคือ Response Time หลังเลิกงานเริ่มกลายเป็น Performance Signal เรื่องนี้ยังสร้างความไม่เท่าเทียมขึ้นได้อีกด้วย เพราะพนักงานแต่ละคนมีชีวิตหลังเลิกงานต่างกัน บางคนอยู่คนเดียว บางคนมีลูก บางคนดูแลพ่อแม่ บางคนเดินทางกลับบ้านนาน หากองค์กรให้รางวัลกับความพร้อมตอบงานหลังเลิกงานโดยไม่ตั้งใจ คนที่มีข้อจำกัดทางชีวิตก็จะเสียเปรียบ ทั้งที่อาจสร้างผลงานได้ดีกว่าในเวลางานปกติ ดังนั้นถ้าองค์กรต้องการวัด Commitment จริง ๆ ผมคิดว่าควรวัดจากความรับผิดชอบต่อ Outcome มากกว่าการดูว่าใครยัง Online ตอนสี่ทุ่ม

แต่การมี Boundary ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานไม่ต้องรับผิดชอบอะไรหลังเวลา

เรื่องนี้ต้องพูดให้สมดุล เพราะการเคารพเวลาส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าเมื่อถึงหกโมงเย็น ทุกคนสามารถปิดทุกอย่างโดยไม่สนใจสถานการณ์ ถ้าตำแหน่งนั้นมี On-call Requirement ถ้ามี Customer Incident ที่ยังไม่จบ ถ้ามี Deadline ที่ตกลงกันไว้ หรือพนักงานเป็น Owner ของเหตุการณ์ที่หากปล่อยไว้จะสร้างความเสียหาย ความรับผิดชอบตามบทบาทก็ยังมีอยู่ สิ่งที่องค์กรต้องทำจึงไม่ใช่สร้างสงครามระหว่าง “นายจ้างมีสิทธิทักไหม” กับ “พนักงานมีสิทธิไม่ตอบไหม” แต่ต้องกำหนด Expectation ให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าตำแหน่งไหนมีหน้าที่ Standby เรื่องใดถือเป็น Emergency ช่องทางใดใช้ในเหตุฉุกเฉิน และเรื่องทั่วไปสามารถรอถึงเวลาทำงานวันถัดไปได้ ถ้าธุรกิจจำเป็นต้องมี Coverage หลังเวลา ก็ควรออกแบบ On-call ให้เป็นระบบ มี Rotation มี Backup มีเกณฑ์ Escalation และจัดการเรื่องเวลาทำงานหรือค่าตอบแทนให้เหมาะสม ไม่ใช่ใช้วิธี “ลองทักไปก่อน ใครตอบก็ให้คนนั้นทำ” เพราะวิธีหลังมักลงเอยด้วยการที่คนที่มีความรับผิดชอบมากที่สุดถูกใช้งานมากที่สุด จนท้ายที่สุดเขากลายเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดในทีม

ปัญหาจริงอาจไม่ใช่หัวหน้าทักดึก แต่คือระบบช่วงกลางวันไม่ดีพอ

ถ้าทีมหนึ่งถูกตามงานตอนกลางคืนเป็นประจำ ผมคิดว่าอย่าเพิ่งรีบสรุปว่าหัวหน้าคนนั้นไม่มีมารยาท ลองมองย้อนกลับไปทั้งวันก่อน กลางวัน Meeting เยอะจนคนไม่มีเวลาทำงานจริงหรือไม่ งานถูก Assign ช้าเกินไปหรือเปล่า Approval ใช้เวลานานไหม ข้อมูลกระจัดกระจายหรือเปล่า Headcount เพียงพอไหม Priority เปลี่ยนบ่อยหรือไม่ และหัวหน้าเห็นสถานะของงานได้โดยไม่ต้องเดินถามคนหรือเปล่า หลายครั้ง After-hours Communication เป็นเพียง “ปลายทาง” ของปัญหา Process ที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ถ้าหัวหน้าต้องทักทุกคืนว่า “งานถึงไหนแล้ว?” อาจไม่ได้แปลเพียงว่าหัวหน้าชอบตามงาน แต่อาจแปลว่าระบบไม่มี Visibility ว่างานอยู่ตรงไหน ไม่มี Owner ชัด ไม่มี Dashboard ไม่มี Source of Truth หรือไม่มี Workflow ที่ทำให้หัวหน้าเห็นปัญหาก่อนถึงกลางคืน ในกรณีแบบนี้ การออก Policy ว่า “ห้ามทักหลัง 18.00 น.” อาจไม่ได้แก้ต้นเหตุเลย งานยังล้นเหมือนเดิม คนยังทำถึงเที่ยงคืนเหมือนเดิม เพียงแต่หัวหน้าไม่ได้ส่งข้อความเท่านั้น

เทคโนโลยีและ AI ควรช่วยให้คนไม่ต้องถูกตามงาน ไม่ใช่ช่วยให้ทำงานได้ 24 ชั่วโมง

ผมคิดว่านี่เป็นอีกมุมหนึ่งของ AI ที่องค์กรควรให้ความสนใจ เวลาพูดถึง AI เรามักพูดว่า ช่วยเขียนเร็วขึ้น ช่วยสรุปเร็วขึ้น ช่วยทำ Report เร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว AI และระบบข้อมูลที่ดีควรช่วยลด “งานตาม” ด้วย ถ้า Project Status อัปเดตได้ หัวหน้าไม่ต้องทักตอนกลางคืนถามว่าถึงไหนแล้ว ถ้า Meeting ถูกสรุปและระบุ Owner กับ Deadline ไว้ชัดตั้งแต่ตอนประชุม ทีมไม่ต้องกลับมาถามกันตอนค่ำว่าใครรับผิดชอบเรื่องไหน ถ้าข้อมูลมี Source of Truth ผู้บริหารก็ไม่ต้องทักพนักงานหลายคนเพื่อถามว่าตัวเลขใดถูก และถ้ามีระบบเตือน Risk ก่อน Deadline เราก็ไม่ต้องรอจนคืนสุดท้ายแล้วค่อยรู้ว่างานกำลังหลุด ผมชอบประโยคหนึ่งมากว่า Technology ที่ดีไม่ควรถูกสร้างมาเพื่อทำให้มนุษย์ทำงานได้ 24 ชั่วโมง แต่ควรทำให้ระบบงานดีพอจนมนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงาน 24 ชั่วโมง นี่คือคนละแนวคิดกันเลย

ถ้าองค์กรต้องพึ่งการทำงานนอกเวลาตลอด อาจต้องกลับไปดู Operating Model

ผมคิดว่าผู้บริหารควรมีคำถามหนึ่งเพิ่มจากการดู Productivity หรือ Overtime คือ องค์กรต้องพึ่ง After-hours Work มากแค่ไหนเพื่อให้ Business Plan ปกติสำเร็จ ถ้าบางช่วงมี Project ใหญ่หรือเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วทีมช่วยกันเป็นครั้งคราว เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าทุกสัปดาห์ต้องทำงานกลางคืนเพื่อให้งานปกติทัน นั่นอาจไม่ใช่เรื่อง Commitment ของพนักงานแล้ว แต่อาจเป็นเรื่อง Capacity, Process, Priority หรือ Management System ที่ไม่สมดุล องค์กรไม่ควรภูมิใจเพียงว่า “ทีมเราสู้มาก ทำถึงเที่ยงคืนทุกวัน” โดยไม่เคยถามกลับว่า “ทำไมงานปกติของเราต้องใช้เที่ยงคืนทุกวันถึงจะเสร็จ” เพราะสองประโยคนี้สะท้อนวิธีมอง Productivity ที่ต่างกันมาก บริษัทที่มี Performance สูงไม่ได้จำเป็นต้องมีคนที่ทำงานนานที่สุด แต่ควรเป็นบริษัทที่ทำให้คนใช้เวลาและ Attention ไปกับงานที่สร้าง Value ได้มากที่สุด

ในมุมของ ExeRoot เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ “มารยาทในการแชต”

ถ้ามองให้ลึก ปัญหานี้เชื่อมโยงตั้งแต่ Strategy ไปจนถึง Performance ถ้า Strategy เพิ่มขึ้นทุกปีแต่ Capacity ไม่เพิ่ม งานก็เริ่มไหลไปหลังเวลา ถ้า Priority ไม่ชัด Manager ก็ต้องตามทุกเรื่อง ถ้า Status ไม่โปร่งใส หัวหน้าก็ต้องถามพนักงานด้วยตัวเอง และถ้า Performance Culture ให้คุณค่ากับ Visibility มากกว่า Outcome คนก็จะพยายาม Online ให้นานที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ข้อความ “ขอข้อมูลด่วนครับ” ตอน 23.15 น. อาจเป็นเพียงสิ่งที่เราเห็นปลายทาง แต่ต้นเหตุจริงอาจอยู่ในระบบบริหารที่เริ่มผิดตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้ว กรอบความคิดนี้สามารถมองเป็นความเชื่อมโยงของ Strategy → Workload → Capacity → Manager Behavior → Employee Experience → Performance ซึ่งเชื่อมเรื่องนี้เข้ากับภาพการบริหารองค์กรในระดับกว้างขึ้น เพราะฉะนั้นคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “หลังเลิกงาน พนักงานต้องตอบหัวหน้าไหม?” แต่ควรถามให้ลึกลงไปอีกว่า “ทำไมองค์กรของเราถึงต้องพึ่งการตอบข้อความหลังเวลางาน เพื่อให้งานปกติสามารถเดินต่อได้?” ถ้าตอบคำถามนี้ได้ เราอาจพบว่าทางแก้ไม่ได้อยู่ที่การปิด Notification เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบงานให้ดีขึ้น ทำให้ Priority ชัดขึ้น ทำให้ Manager เห็นสถานะงานโดยไม่ต้องไล่ถาม ทำให้ Emergency มีนิยามที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ทำให้เวลาพักถูกเคารพ และทำให้ Performance ถูกวัดจากผลลัพธ์จริง ไม่ใช่ว่าใครยังมีจุดสีเขียวอยู่บนหน้าจอตอน 23.47 น. เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่ทำงานเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่ทุกคน Online ตลอดเวลา บางทีหนึ่งในสัญญาณของระบบบริหารที่ดี อาจไม่ใช่การเห็นพนักงานตอบข้อความได้เร็วที่สุดตอนกลางคืน แต่อาจเป็นวันที่งานถูกออกแบบดีพอ จนหัวหน้าไม่จำเป็นต้องส่งข้อความตามงานตอนสี่ทุ่มอีกเลยก็ได้


Tags: RightToDisconnect, AfterHoursWork, WorkLifeBoundary, ImplicitExpectation, PsychologicalDetachment, LaborProtectionAct, OnCallDesign, PriorityManagement, ManagementPractice, OutcomeBasedPerformance, EmployeeExperience, OperatingModel, LeadershipBehavior, ExeRoot, SpaceRoot